Categories
โฆษณาบน Facebook

อย่ายิงโฆษณา Facebook Ads ถ้ายังไม่มีการวางแผนการตลาดออนไลน์ (Digital Marketing Plan)

คุณเป็นคนที่ยิงโฆษณา facebook ads เองหรือเปล่า? แล้วคุณเป็นคนนึงหรือเปล่าที่เมื่อเวลาคุณคิดจะยิงโฆษณา facebook ads แล้วคุณจะ login เข้าไปใน Ads Manager แล้วทำไปทีละสเตปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย กด Publish…boom! เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ โดยที่คุณไม่มีการวางแผนโฆษณาใดๆมาก่อนเลย ไม่มีแม้แต่โครงสร้างคร่าวๆใดๆ ประมาณว่า คิดจะทำก็ทำเลย รู้แค่ว่าชั้นต้องการโปรโมทโรงแรม ชั้นจะยิงโฆษณาบน facebook เพราะใครๆก็ใช้ facebook ชั้นมีงบอยู่เท่านี้ ชั้นทำเลยแล้วกัน ค่อยมานั่งเลือก Target Audience เอาอีกที ใครก็ได้…

ถ้าใช่! นั่นแปลว่าคุณทำโฆษณาโดยไม่มีการวางแผน ไม่มีการวางกลยุทธ์ใดๆ ใช้ใจทำล้วนๆ 55 ซึ่งนั่น ถือว่าผิดมหันต์ เพราะโฆษณาคือส่วนหนึ่งของการตลาด ดังนั้นคุณต้องมีการวางแผนการตลาดเสียก่อน Digital Marketing ก็เช่นเดียวกัน คุณจะต้องวาง Digital Marketing Plan ก่อนที่จะยิงโฆษณา เพื่อจะได้ไม่เสียเงินไปกับโฆษณาที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ยิงไปเท่าไหร่งบก็หมด แต่ไม่ได้ยอด booking กลับมาตามที่คาดหวังซะที

มาดูกันว่า Digital Marketing Plan ที่สำคัญที่โรงแรมควรต้องวางแผนก่อนที่จะลงมือทำโฆษณาออนไลน์ Facebook Ads นั้นมีอะไรบ้าง

Digital + Marketing + Strategy

1. Goal | กำหนดเป้าหมายในการทำโฆษณา

สิ่งแรกที่คุณต้องทำในการวางแผนการตลาด คือการกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ทางการตลาด (Marketing Objective)

ดังนั้นในการทำแคมเปญโฆษณาก็เช่นกัน คุณก็ต้องกำหนดเป้าหมายของการทำโฆษณาก่อนว่าคุณต้องการให้เกิดผลลัพธ์อะไร ซึ่งจะใช้หลักการเดียวกับ Marketing Funnel เป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี

marketing_funnel
Marketing Funnel

การวางเป้าหมายของโฆษณา คุณควรวางแผนแบบเป็นขั้นตอนตาม หลักการของ Marketing Funnel คือการวางแผนการตลาดอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เก็บ Lead และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการยอดขาย ซึ่งได้แก่

  • ต้องการให้โรงแรมของคุณเป็นที่รู้จัก สร้างการรับรู้ให้กับคนที่ยังไม่รู้จักโรงแรมคุณมาก่อน ซึ่งจะเป็นคนที่อยูบนสุดใน Top-of-Funnel โดยใน stage นี้คุณต้องวางเป้าหมายโฆษณาเป็นการสร้าง Brand Awareness นั่นเอง
  • โน้มน้าวให้คนที่เพิ่งรู้จักกลายมาเป็นผู้ติดตาม จะลงมาสู่ระดับ Middle-of-Funnel เช่น ต้องการให้คนสนใจและแชร์โพสต์ในเพจโรงแรมต่อบน facebook เป็นการวางเป้าหมายเพื่อสร้าง Engagement
  • ดึงดูดคนที่เป็นผู้ติดตามให้กลายมาเป็นลูกค้าของโรงแรมคุณ ซึ่งจะเป็นลูกค้าในระดับ Bottom-of-Funnel เช่น ต้องการให้คนที่สนใจติดตามโรงแรมคุณตัดสินใจจองห้องพัก นั่นก็คือการวางเป้าหมายเพื่อสร้าง Conversion

คุณสามารถวางเป้าหมายโฆษณาได้หลากหลาย ตาม funnel ความสนใจของลูกค้าเป้าหมายในทุก stage จะช่วยให้คุณไม่พลาดในการต้อนลูกค้าเป้าหมายของคุณให้ลงมาสู่ด้านล่างของ funnel ในที่สุด

2. Target Audience | กำหนดกลุ่มเป้าหมาย

Target Market

คุณต้องวิเคระห์กลุ่มเป้าหมายหลักของโรงแรมคุณก่อน ว่าใครคือคนที่สนใจโรงแรมคุณ และอยากมาพักโรงแรมคุณ ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ จังหวัด งานอดิเรก ความสนใจต่างๆ โดยต้องกำหนดให้ละเอียด เพื่อนำมาสร้างกลุ่มเป้าหมายในโฆษณา ว่าจะยิงโฆษณานี้ไปหาใครบน Facebook ให้แม่นยำมากที่สุด ซึ่งอาจจะเป็น Core Audience, Custom Audience หรือ Lookalike Audience ขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการทำโฆษณาที่คุณวางไว้ในข้อแรกด้วย

Facebook audience

เช่น ถ้าคุณต้องการสร้างแบรนด์โรงแรมให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น คุณก็ควรวางกลุ่มเป้าหมายแบบกว้างเป็น Core Audience ซึ่งกำหนดจาก demographic เป็นหลักนั่นเอง แต่ถ้าคุณต้องการให้เกิดการจอง กลุ่มเป้าหมายของคุณต้องรู้จักแบรนด์คุณมาแล้วอย่างดี เป็น hot audience คุณก็เซ็ตกลุ่มเป้าหมายโดยใช้ custom audience โดยกำหนดให้โฆษณาเข้าถึงคนที่เคยเข้าเว็บไซต์โรงแรมของคุณมาแล้ว รู้จักโรงแรมคุณมาระดับนึงแล้ว ซึ่งจะมีโอกาสตัดสินใจจองห้องพักได้มากกว่าเป้าหมายในกลุ่มอื่น

3. Budget | กำหนดงบประมาณ

คุณต้องกำหนดงบประมาณอย่างเหมาะสม หลายคนอยากที่จะโปรโมทธุรกิจโรงแรมของตัวเอง อยากให้มียอด booking กลับมาเยอะๆ ซึ่งแน่นอนว่าคุณก็จะต้องทำการตลาดเยอะๆ แต่คุณกลับประหยัดงบค่าโฆษณาเสียเหลือเกิน เพราะอ้างว่ามีงบจำกัด อยากใช้งบน้อยๆก่อน ไม่อยากลงทุนเยอะ ซึ่งถือว่าผิดมหันต์อีกเช่นกัน การโฆษณาเทียบได้กับการลงทุน เมื่อคุณลงทุนน้อยผลตอบแทนก็ได้กลับมาก็น้อย เมื่อคุณลงทุนมากก็ย่อมได้ผลตอบแทนที่มากตามมาเช่นกัน (ยกเว้นคุณทำโฆษณาแบบผิดๆ 55 หรือไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์)

การกำหนดงบประมาณใน Facebook ads หากคุณเริ่มยิงแอดแคมเปญใหม่ แนะนำให้คุณลองตั้งงบประมาณแบบ daily budget ในช่วง 10 วันแรก แล้วมอนิเตอร์ดูทุกวันเพื่อปรับแต่งโฆษณาให้เหมาะสม หลังจาก 10 วันที่โฆษณาเริ่มเข้าที่แล้ว ให้คุณเปลี่ยนมาใช้งบประมาณแบบ lifetime budget เช่น 7 วัน 10 วัน แล้วปล่อยให้ machine learning ของ facebook เรียนรู้แคมเปญแล้วทำงานแทนคุณ

4. Ads | กำหนดรูปแบบโฆษณา

รูปแบบของโฆษณาที่ใช้ ต้องมีการเตรียม artwork รูปภาพ หรือวีดีโอ แล้วแต่ Objective ของการยิงโฆษณา คุณต้องใช้โฆษณาในรูปแบบที่เหมาะสมและความครีเอทีฟ เพื่อให้ได้ผลตอบรับที่ดีกลับมา

Facebook image ads
ตัวอย่าง Facebook Image Ads

เช่น ถ้าคุณต้องการสร้าง Brand Awareness ให้กับโรงแรม คุณควรทำโฆษณารูปแบบวีดีโอ เพราะ 60% ของคอนเทนต์ที่คนเลือกดูคือวีดีโอ เป็นการสร้างการจดจำที่ดี

ตัวอย่าง Facebook Video Ads

และที่สำคัญในการทำ Ads คุณต้องมีความ creative ที่จะนำเสนอโฆษณาของคุณได้อย่างไม่น่าเบื่อ ไม่งั้นคนก็จะสไลด์ผ่านโฆษณาคุณไปโดยไม่มีการหยุดดู ทำให้โฆษณาของคุณมีแต่ยอด Impression มียอด Reach ต่ำ และ Interactive ต่ำ ซึ่งก็จะส่งผลให้ต้นทุนค่าโฆษณาต่อคลิกของคุณสูงอีกเช่นกัน เพราะ facebook จะมองว่าโฆษณาของคุณไม่มีประสิทธิภาพ คนไม่หยุดดู เท่ากับโฆษณาไม่น่าสนใจนั่นเอง

Dynamic Ads Demo - directyourbookings
ตัวอย่าง Facebook Carousel Ads

5. Call-To-Action | กระตุ้นความสนใจ

คุณต้องมี Call-To-Action ที่ชัดเจนและดึงดูดให้คนคลิกโฆษณาของคุณ คุณต้องสื่อสารให้คนอ่านแล้วอยากจะคลิกทันที เช่น ถ้าคุณวางวัตถุประสงค์ของการโฆษณาเป็น Conversion ซึ่งก็คือคุณต้องการให้คนที่เห็นโฆษณาของคุณคลิก “จองห้องพัก” หรือ “Book Now”

นอกจากแค่คำโฆษณาแล้ว คุณต้องมีอะไรล่อใจให้คนตัดสินใจที่จะจองทันทีหลังจากที่ดูโฆษณาของคุณ พูดง่ายๆว่า คุณต้องมีข้อเสนอดีๆสุดว้าวที่ทำให้เค้ามือลั่นได้นั่นเอง 55 เช่น ถ้ากดจอง “Book Now” ตอนนี้ รับส่วนลดทันที 20% เฉพาะ booking ที่จองภายในวันนี้เท่านั้น เป็นต้น

ตัวอย่าง Facebook ads ที่มี Call-to-action ‘Book Now’

6. Analyze | วัดผลและวิเคราะห์โฆษณา

สิ่งสุดท้ายที่คุณต้องวางแผนคือการวัดผล ไม่ไช่รันแคมเปญไปแล้วก็ปล่อยให้มันรันไป ว่างเมื่อไหร่ก็ค่อยมาเช็คดู หลังจากที่คุณรันโฆษณาไปแล้วในช่วงแรกคุณควรที่จะเข้ามาดูทุกวัน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของโฆษณาในแต่ละวัน เมื่อรันไปแล้ว 7 วัน ให้คุณกลับเข้ามาเช็ค performance โฆษณาของคุณ เพื่อวิเคราะห์ดูผลลัพธ์ที่ได้ และวางแผนที่จะปรับแต่งโฆษณาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อโฆษณามีประสิทธิภาพก็จะส่งผลให้ต้นทุนค่าโฆษณาต่อคลิกลดลงอีกด้วย

Facebook insight

สรุป

โฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของช่วยส่งเสริมให้เกิดการขาย  แต่โฆษณาไม่ใช่สิ่งเดียวที่มีผลกับยอดขาย ปัจจัยหลักสำคัญที่จะทำให้โรงแรมขายห้องพักได้ นั่นคือสินค้าหรือโรงแรมของคุณเอง ถ้าโรงแรมคุณมีห้องพักที่ตอบโจทย์ อยู่ในโลเกชั่นที่ดี ขายในราคาที่เหมาะสม และมีโปรโมชั่นที่น่าสนใจ (ที่กล่าวมาทั้งหมดคือ Marketing Mix หรือ 4P’s หลักการตลาดพื้นฐานนั่นเอง) เปรียบเทียบง่ายๆว่าถ้าคุณมีสินค้าที่ดีมีคุณภาพแล้ว เมื่อทำโฆษณาอย่างมีประสิทธิภาพ (ซึ่งแน่นอนว่าต้องได้มีการวางแผนมาแล้วอย่างดี) ย่อมส่งผลให้เกิดยอดขายตามเป้าหมายที่คุณตั้งไว้อย่างแน่นอน

วางแผนโฆษณาก่อนที่คุณจะลงมือทำแคมเปญนะคะ แล้วคุณเห็นผลลัพท์จากการทำงานอย่างเป็นระบบ และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า รับรองว่าคุณจะมียอดขายที่เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายอย่างแน่นอนค่ะ

Categories
โฆษณาบน Facebook การตลาดโรงแรม โฆษณาโรงแรม

3 เทคนิค Retargeting สำหรับโรงแรม กลยุทธ์เด็ดที่จะช่วยเพิ่มยอด (direct) bookings

หนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่สำคัญสำหรับการทำโฆษณาออนไลน์ นั่นก็คือ กลยุทธ์ Retargeting สำหรับโรงแรม ที่หลายๆคนเรียกว่าเป็นการตลาดแบบตามหลอกตามหลอนลูกค้าไปทุกที่ หลังจากที่ลูกค้าได้เข้ามายังเว็บไซต์หรือเพจของคุณ ไม่ว่าเค้าจะเข้าไปยังเว็บไซต์ต่างๆ หรือในหน้าเพจเฟซบุ๊ก ลูกค้ากลุ่มนั้นก็จะเจอโฆษณาของเราโผล่มาให้เห็น ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มเป้าหมายของโรงแรมนั่นเอง

ด้วยเทคนิคการทำ Retargeting อาจจะมีมากมายหลายร้อยวิธี แต่ Thai DYB ขอเลือกตัวเด็ดมา 3 เทคนิค Retargeting สำหรับโรงแรม ที่ควรนำไปใช้ ซึ่งเราเลือกจากประสบการณ์ที่เราทำงานให้ลูกค้าและมันได้ผลจริง ตามหลักการ 👉 TECHNOLOGY + STRATEGY = SUCCESS

1. Delayed Discount: โค้ดส่วนลด’ตามหลัง’

แน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเคยเข้ามายังเว็บไซต์โรงแรม จะยังไม่จองห้องพักตั้งแต่ครั้งแรก และลูกค้ามักจะ search และ compare ราคาโรงแรมกับ OTAs อีกด้วย ดังนั้นโรงแรมคุณควรต้องทำราคาห้องพักให้ Parity สำหรับลูกค้าใหม่ของคุณด้วย โดยคุณสามารถทำแคมเปญโฆษณา Retargeting ไปยังลูกค้ากลุ่มนี้ที่เข้าเว็บโรงแรมในครั้งแรก คนที่เข้ามา search ราคาห้องพัก แต่ยังไม่จอง โดยคุณให้ส่วนลด discount code พิเศษสำหรับลูกค้าใหม่เพื่อเป็นส่วนลดในการจองในครั้งแรก เท่านี้คุณก็มีโอกาสที่จะปิดการขายได้สูงขึ้น

2. Free Lead, Free Retargeting: เก็บรายชื่อ’ว่าที่ลูกค้า’แบบฟรีๆ

ตอนนี้ Booking engine ของโรงแรมคุณขอให้ลูกค้าคุณกรอกอีเมล์ในกับขั้นตอนเดียวกับการชำระเงินอยู่หรือเปล่าคะ

ถ้าใช่ มันน่าเสียดายมากเลยนะ คุณรู้มั้ยว่าถ้าโรงแรมคุณแยก process เป็น 2 ส่วนโดยที่ขั้นตอนแรกคุณขอแค่ชื่อ-นามสกุล กับอีเมล์ของเค้า แล้วเก็บเป็นฐานข้อมูลไว้ทำ CRM หลังจากลูกค้า submit

ซึ่งเมื่อคุณได้รายชื่อ ‘lead’ หรือ ‘ว่าที่ลูกค้า’ ของคุณมาแล้ว (แบบฟรีๆ) ทีนี้คุณก็จะทำแคมเปญ retargeting ไปยังรายชื่อกลุ่มที่ได้กรอกข้อมูลขั้นตอนแรก แต่ทำการจองไม่สำเร็จ เท่านี้คุณก็จะมีโอกาสได้ bookings จากลูกค้า potential กลุ่มนี้อีกเช่นกัน

3. Messenger (ฟรี!)

ง่ายๆตามนั้นเลย ใช้ Facebook Messenger เพื่อทำ retargeting ไปยังลูกค้า ที่ interactive กับคุณครั้งแรก แต่คุณสามารถใช้งานได้ ฟรี! ภายใน 24 ชม. เท่านั้น เพราะคุณจะไม่สามารถส่งข้อความหาลูกเพจของคุณก่อนได้ หากเค้าไม่ได้ inbox หาคุณก่อน

ธุรกิจของ Snaptravel เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมาก หลังจากที่ได้พลิกวิกฤติจากที่เกือบจะล้มละลายกลายเป็นประสบความสำเร็จภายในไม่ถึง 2 ปี หลังจากที่ผันตัวมาเป็น Messenger-based และ Whatsapp-based OTA.

P.S. >> เช่นเดียวกับ 2 ตัวอย่างแรก คุณสามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่ม retargeting ของคุณ ด้วยการให้ส่วนลดหรือ benefit พิเศษ (มีกำหนดเวลานะ) โดยที่เค้าจะกลับมาหาคุณก่อนที่โปรนั้นจะหมดอายุ


อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Retargeting for Hotels

Categories
โฆษณาบน Facebook โฆษณา Google โฆษณาโรงแรม

วางกลยุทธ์โฆษณา Google Ads และ Facebook Ads เพื่อโปรโมทโรงแรมยังไงดี?

การทำโฆษณาออนไลน์เพื่อโปรโมทโรงแรม ทั้งบน Google และ Facebook ต่างก็เป็นการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพทั้งคู่ แต่เราจะเลือกใช้โฆษณาตัวไหน ให้เหมาะกับธุรกิจของโรงแรม บางคนอาจจะบอกว่า ทำโฆษณาบน Facebook ดีกว่า เพราะใครๆก็เล่นเฟสบุ๊กและใช้งานกันตลอดเวลา แต่บางคนก็บอกว่า ทำโฆษณาบน Google ดีกว่า เพราะไม่ว่าคนจะค้นหาอะไรก็ต้องเสิร์จจาก Google ก่อนเป็นอันดับแรก

แต่ก่อนที่เราจะสรุปว่าจะใช้ช่องทางไหนดีกว่ากัน ระหว่าง Google หรือ Facebook สิ่งสำคัญคือโรงแรมควรพิจารณาว่าช่องทางไหนมีจุดเด่นอย่างไร เหมาะกับเป้าหมายแบบไหน ซึ่ง DirectYourBookings ขอแนะนำวิธีการทำโฆษณาออนไลน์ให้โรงแรมคุณได้วางแผนกันคร่าวๆ ด้วยกลยุทธ์ดังนี้ค่ะ

1. ทำโฆษณา Google Ads เพื่อสร้างยอดขาย

การทำโฆษณา Google ads โดยตัวหลักจะเป็นการโฆษณาที่เรียกว่า Search Engine Marketing เป็นการทำโฆษณาด้วยคำค้นหา หรือ keywords เมื่อมีคนค้นหาคีย์เวิร์ดนั้นๆ จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง เช่น คนที่กำลังค้นหาคำว่า ‘โรงแรมในสมุย’ แสดงว่าเค้ากำลังสนใจที่จะจองโรงแรมในสมุยอยู่ โดยโฆษณาจะแสดง Headline และ Description ที่ดึงดูดลูกค้าให้สนใจคลิกโฆษณา และพาลูกค้าไปยังหน้าเว็บไซต์โรงแรม

google ads โรงแรมในสมุย
โฆษณาใน Google เมื่อมีการค้นหาคำว่า “โรงแรมในสมุย”

การทำโฆษณา Google จึงเป็นการโปรโมทโรงแรมที่เข้าถึง Potential customer ซึ่งแน่นอนว่ามีโอกาสที่ปิดการขายได้มากเลยทีเดียวค่ะ ช่วยให้โรงแรมคุณมียอด bookings เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน.

2. ทำโฆษณา Facebook Ads เพื่อโปรโมทโรงแรมไปยังลูกค้าใหม่ สร้าง Brand awareness และ Generate demand

ในส่วนของการทำโฆษณา Facebook ads จะต่างกับโฆษณาบน Google ตรงที่ Facebook Ads ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ด แต่จะสามารถสร้างรูปแบบโฆษณาได้หลากหลาย ทั้งรูปภาพ และวีดีโอ โดยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากเพราะมีจำนวนผู้ใช้มหาศาล ด้วยการกำหนด target ตามโลเกชั่น เพศ อายุ ความสนใจ เป็นต้น โดยที่ facebook จะนำโฆษณาไปแสดงบนหน้าฟีดของกลุ่มเป้าหมาย สร้างการรับรู้แบรนด์ และโปรโมทโรงแรมไปยังลูกค้าใหม่ให้เป็นที่รู้จัก

เมื่อโฆษณาเป็นที่น่าสนใจ กระตุ้นความต้องการ คนเหล่านั้นที่เห็นโฆษณาก็อยากจะมีส่วนร่วม เช่น โรงแรมโฆษณาโปรโมชั่นห้องพักบน facebook เมื่อมีคนเห็นก็จะสนใจ กดไลค์และแชร์ไปยังกลุ่มเพื่อน ชวนกันไปเที่ยว เป็นการสร้างให้ user เกิดความต้องการนั่นเองค่ะ

3. ทำโฆษณาซ้ำ Facebook Retargeting เพื่อติดตามว่าที่ลูกค้า

คนที่เคยเข้าเว็บไซต์ ดูเพจโรงแรม หรือ engage โพสต์โดยการกดไลค์กดแชร์ แน่นอนว่ากว่า 80% ที่จะยังไม่จองโรงแรมตั้งแต่ครั้งแรก การทำ Retargeting โฆษณาซ้ำไปยังคนกลุ่มนี้ จะช่วยย้ำให้เค้าไม่ลืมโรงแรมคุณ และการทำ Facebook Retargeting นั้นมีประสิทธิภาพมากกว่า ถ้าเทียบกับการทำ Google Retargeting ซึ่งมีรูปแบบที่จำกัด

ด้วยรูปแบบการทำโฆษณาที่หลากหลายของ facebook ทั้งรูปภาพและวีดีโอ ที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจในการจองห้องพักได้ดีเลยทีเดียวค่ะ

กลยุทธ์ Retargeting สำหรับโรงแรม ยังมีเทคนิคอื่นๆที่นำมาใช้ร่วมกัน ช่วยให้คุณไม่พลาดที่จะทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้กลับมาจองโรงแรมคุณอย่างแน่นอน

สรุป:

ใช้กลยุทธ์ “สร้างแบรนด์ด้วย Facebook Ads และปิดการขายด้วย Google Ads” สำหรับธุรกิจโรงแรม จะช่วยให้การทำโฆษณาออนไลน์ทั้งสองช่องทางทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้กลุ่มเป้าหมายที่ได้จากการทำโฆษณาทั้งสองช่องทาง ยังนำมาพัฒนาร่วมกันเพื่อให้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในแคมเปญอื่นได้แม่นยำยิ่งขึ้นอีกด้วย


𝘿𝙧𝙞𝙫𝙚 𝙈𝙤𝙧𝙚 𝘽𝙤𝙤𝙠𝙞𝙣𝙜𝙨 𝙬𝙞𝙩𝙝 𝘿𝙞𝙜𝙞𝙩𝙖𝙡 𝙈𝙖𝙧𝙠𝙚𝙩𝙞𝙣𝙜 𝙛𝙤𝙧 𝙝𝙤𝙩𝙚𝙡𝙨

วางแผนกลยุทธ์การตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจโรงแรมของคุณ ไม่ว่าจะโรงแรมเล็ก โรงแรมใหญ่ วิลล่า โฮลเทล หรือเกสต์เฮาส์ DirectYourBookings เราพร้อมให้คำแนะนำกับคุณ ฟรี!!